My hobbies

After work, it’s my time.

ไหว้พระ 9 วัด ปีใหม่ 2552 มกราคม 5, 2009

Filed under: camera — aditep @ 8:58 am

ปีใหม่นี้ก็ไปไหว้พระ 9 วัดอีกครั้ง แต่ปีนี้ไปกับเรือแทนที่จะไปรถเมล์แบบทุกที ค่าตั๋วทัวร์ 677 บาท รวมอาหารกลางวัน เหนื่อยน้อยกว่าไปรถเมล์ครับ เพราะเร็วมาก และได้ไปวัดที่ไม่เคยไปด้วย 9 วัดประกอบไปด้วย วัดกัลยาณมิตร วัดปากน้ำภาษีเจริญ วัดประดู่ฉิมพลี วัดหงส์รัตนาราม วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม วัดเทวราชกุญชร วัดศรีสุดาราม วัดระฆังโฆษิตาราม วัดอรุณราชวราราม ทริปนี้ก็ได้ใช้กล้องเต็มๆอีกหน สรุปว่ายังใช้ได้ดีไม่เสีย ไม่ต้องเสียเงินแล้วเรา Canon G5 สุดที่รัก
happy new year 2009

ก่อนจะไปดูรูป เอาข้อมูลที่น่าสนใจมาฝาก จากเว็บบอร์ดของ subthananakorn.com ที่เราไปเที่ยวกับเขานั่นเอง
พระอารามหลวง

‘วัด’ ทั้งหมดทั่วประเทศแบ่งออกเป็น ๒ ลักษณะ คือ วัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา และสำนักสงฆ์ วัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาคือวัดที่มีอุโบสถเป็นที่ทำสังฆกรรม คำว่า วิสุงคามสีมา ในที่นี้หมายถึงเขตที่พระมหากษัตริย์พระราชทานแก่สงฆ์เพื่อใช้เป็นที่สร้าง อุโบสถ ส่วนสำนักสงฆ์คือวัดที่ยังไม่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา จึงไม่มีอุโบสถ

ประเทศไทยเป็นประเทศที่ประชาชนส่วนใหญ่นับถือพระ พุทธศาสนา สถานที่ชุมนุมสำคัญของพุทธศาสนาสนิกชนหรือสถานที่ที่เป็นศูนย์กลางของพระ พุทธศาสนา ก็คือ วัด ในประเทศไทยมีวัดเป็นจำนวนมาก ประเภทของวัดแบ่งตามสภาพฐานะมี ๓ ประเภท คือ (๑) พระอารามหลวงหรือวัดหลวง (๒) วัดราษฎร์ และ (๓) วัดร้าง

พระอารามหลวงหรือวัดหลวง คือ วัดที่พระมหากษัตริย์ หรือพระบรมวงศานุวงศ์ เช่น สมเด็จพระราชินี สมเด็จพระยุพราช ทรงสร้างหรือทรงบูรณปฏิสังขรณ์เป็นการส่วนพระองค์ พระราชทานเพื่อเป็นเกียรติยศแก่ผู้ต่ำศักดิ์ลงมาหรือแก่วัดเอง หรือมีผู้สร้างน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายเป็นพระอารามหลวง รวมทั้ง วัดที่ประชาชนทั่วไปสร้างหรือบูรณปฏิสังขรณ์ และขอพระราชทานให้ทรงรับไว้เป็นพระอารามหลวงด้วย เช่น วัดราชโอรสาราม ราชวรวิหาร กรุงเทพฯ วัดสุทัศนเทพวราราม ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพฯ เป็นต้น

วัดราษฎร์ คือ วัดที่ประชาชนทั่วไปสร้างหรือบูรณปฏิสังขรณ์ ซึ่งได้รับอนุญาตให้สร้างวัดและประกาศตั้งวัดโดยถูกต้องตามกฎหมายจากทาง ราชการแล้ว และช่วยกันทะนุบำรุงวัดสืบต่อกันมาตามลำดับ วัดราษฎร์ หมายถึง วัดทั้งชนิดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา และสำนักสงฆ์ซึ่งมิได้รับเข้าเป็นพระอารามหลวง เช่น วัดประสาทบุญญาวาส กรุงเทพฯ เป็นต้น

วัดร้าง คือ วัดที่ทรุดโทรมไม่มีพระสงฆ์พำนักอาศัยจำพรรษา ซึ่งทางราชการจะขึ้นทะเบียนเป็นวัดร้างไว้ วัดร้างเองโดยสภาพยังเป็นนิติบุคคลอยู่โดยสมบูรณ์ และหากบูรณปฏิสังขรณ์ได้อาจยกเป็นวัดมีพระสงฆ์ต่อไป เช่น วัดไชยวัฒนาราม จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นต้น

สถาบัน หลักของประเทศไทยประการหนึ่งคือ พระพุทธศาสนา อันเป็นศาสนาที่คนไทยกว่าร้อยละ ๙๐ นับถือมาแต่โบราณกาล ดังปรากฏในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงความตอนหนึ่งว่า

“พ่อขุน รามคำแหง เจ้าเมืองสุโขทัยนี้ ทั้งชาวแม่ ชาวเจ้า ท่วยปั่ว ท่วยนาง ลูกเจ้าลูกขุนทั้งสิ้นทั้งหลาย ทั้งผู้ชายผู้หญิง ฝูงท่วยมีศรัทธาในพระพุทธศาสนา ทรงศีลเมื่อพรรษาทุกคน”

ดังนั้น พระมหากษัตริย์ไทยทุกยุคทุกสมัย จึงทรงถือเอาการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาเป็นพระราชภาระที่สำคัญยิ่ง ดังเช่นพระราชปณิธานใน พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ ที่ทรงประกาศพระปฐมบรมราชโองการก่อนขึ้นครองราชย์ว่า

“ตั้งใจจะอุปถัมภก ยอยกพระพุทธศาสนา
จะป้องกันขอบขัณฑสีมา รักษาประชาชนและมนตรี”

เมื่อ พระองค์ทรงดำรงสิริราชสมบัติได้ไม่นานก็ทรงสถาปนาวัดโพธิ์ อันเป็นวัดโบราณสมัยกรุงศรีอยุธยา ขึ้นเป็นพระอารามหลวง พระราชทานนามว่า วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาวาส มีอาณาเขตกว้างขวางถึง ๕๐ ไร่ ประกอบไปด้วยพระอุโบสถ พระวิหารทิศ พระระเบียง พระวิหารคด พระมหาเจดีย์ และอาคารอื่นๆ อีกหลายหลัง มีความวิจิตรงดงามยิ่ง

และต่อมาพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่ หัว ก็ได้ทรงบูรณะและปฏิสังขรณ์ให้งดงามยิ่งขึ้น พร้อมทั้งจารึกสรรพวิชาถึง ๘ หมวด ไว้ให้ประชาชนได้เข้าไปศึกษาหาความรู้ พระอารามหลวงแห่งนี้จึงเป็นสมบัติของชาติที่ล้ำค่า เป็นสถานที่ที่นักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลก เดินทางมาชื่นชมเป็นจำนวนมากไม่แพ้วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้วมรกต ซึ่งเป็นวัดในพระบรมมหาราชวัง อันถือว่าเป็นสุดยอดของงานศิลปกรรมของชาติไทย

พระ อารามหลวงในรัชกาลต่อๆ มาก็เพิ่มพูนขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ ซึ่งทรงเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง นอกจากจะทรงสถาปนาพระอารามหลวงขึ้นใหม่ ๓ พระอารามแล้ว ยังได้ทรงบูรณะและปฏิสังขรณ์พระอารามเก่าที่ชำรุดทรุดโทรม จนอาจกล่าวได้ว่าดุจทรงสร้างขึ้นใหม่ รวมทั้งทรงสร้างวัดที่คงค้างอยู่ในรัชกาลก่อนทั้ง ๒ ประการนี้รวม ๑๗ วัด อีกทั้งทรงอุปถัมภ์การก่อสร้างและปฏิสังขรณ์วัดอื่นๆ อีกถึง ๓๓ วัด พระอารามหลวงที่ทรงสร้างเองและที่ผู้อื่นสร้างถวาย จึงเกิดในรัชกาลเป็นจำนวนมาก

ในปัจจุบันรัฐบาลพิจารณาเห็นว่าการยก ฐานะวัดราษฎร์ขึ้นเป็นวัดหลวง เป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยเชิดชูพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง ดังที่เคยมีประเพณีปฏิบัติมาแต่เดิมที่เจ้านาย ข้าราชบริพาร หรือประชาชน สร้างวัดถวายและพระมหากษัตริย์ทรงรับไว้เป็นพระอารามหลวง จึงได้ออกระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการยกวัดราษฎร์ขึ้นเป็นพระอาราม หลวง พ.ศ.๒๕๑๘

ตามระเบียบดังกล่าว มีเกณฑ์พิจารณาหลายประการ เช่น วัดราษฎร์นั้น ต้องเป็นวัดที่เป็นหลักฐานมีเสนาสนะถาวร มีปูชนียวัตถุที่เป็นโบราณสถานหรือโบราณวัตถุหรือศิลปวัตถุ เป็นวัดสำคัญของท้องถิ่น หรือเป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนาของทางราชการเป็นประจำ หรือเป็นวัดสำคัญทางประวัติศาสตร์ เป็นวัดที่มีอายุ ๕๐ ปีขึ้นไป มีพระสงฆ์จำพรรษาตั้งแต่ ๒๐ รูปขึ้นไป ติดต่อกันเป็นเวลาตั้งแต่ ๕ ปี ขึ้นไปนับจากปีปัจจุบัน ฯลฯ

เมื่อนายอำเภอและเจ้าคณะอำเภอพิจารณา เห็นว่า วัดราษฎร์ใดมีลักษณะเข้าหลักเกณฑ์ดังกล่าว ก็จะทำรายงานขอความเห็นชอบขึ้นไปตามลำดับ จนถึงกระทรวงวัฒนธรรมและมหาเถรสมาคม แล้วจึงจะนำความขอพระราชทานยกวัดนั้นขึ้นเป็นพระอารามหลวงต่อไป

พระอารามหลวงแต่ละวัดอาจมีฐานะหรือระดับชั้นแตกต่างกันออกไป การจัดลำดับชั้นของพระอารามหลวงหรือวัดหลวงเริ่มมีขึ้นในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๘๕ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดระเบียบแบ่งชั้นพระอารามหลวงหรือวัดหลวงออกเป็น ๓ ชั้น คือ ชั้นเอก ชั้นโท และชั้นตรี แต่ละชั้นยังแยกระดับออกไปอีกหลายระดับ โดยมีสร้อยต่อท้ายชื่อวัดตามฐานะดังนี้

พระอารามหลวงชั้นเอก ได้แก่ วัดที่มีเจดีย์สถานสำคัญ วัดที่บรรจุพระบรมอัฐิ หรือวัดที่มีเกียรติอย่างสูง แบ่งออกเป็น ๓ ระดับหรือชนิด คือ

๑) ราชวรมหาวิหาร
๒) ราชวรวิหาร
๓) วรมหาวิหาร

พระอารามหลวงชั้นโท ได้แก่ วัดที่มีเจดีย์สถานสำคัญ หรือวัดที่มีเกียรติ แบ่งออกเป็น ๔ ระดับหรือชนิด คือ

๑) ราชวรมหาวิหาร
๒) ราชวรวิหาร
๓) วรมหาวิหาร
๔) วรวิหาร

พระอารามหลวงชั้นตรี ได้แก่ วัดที่มีเกียรติ วัดประจำหัวเมือง วัดสามัญ หรือวัดที่มีความสำคัญชั้นรอง แบ่งออกเป็น ๓ ระดับหรือชนิด คือ

๑) ราชวรวิหาร
๒) วรวิหาร
๓) สามัญ คือไม่มีสร้อยต่อท้ายชื่อวัด

แต่ การแบ่งชั้น แบ่งระดับนั้น คงจะทำให้เกิดความสับสนในการทำความเข้าใจของบุคคลทั่วไป ดังที่ผู้เรียบเรียงบทความนี้ไปพบพระอารามหลวงสำคัญในจังหวัดภาคกลางวัด หนึ่ง ท่านเขียนคำอธิบายว่า วัดนี้เป็นวัดพระอารามหลวงชั้นวรวิหาร ซึ่งคำว่าวรวิหารนั้น เป็นระดับไม่ใช่ชั้น และความจริงวัดนั้นเป็นพระอารามหลวงชั้นโท ระดับวรวิหาร ดังนั้นน่าจะทำความเข้าใจเกี่ยวกับชั้นและระดับหรือชนิดของพระอารามหลวงเป็น ความรู้รอบตัวไว้

การกำหนดแบ่งชนิดต่างๆ ของพระอารามหลวงเริ่มมีขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๕๗ ดังนี้

ราชวรวิหาร ได้แก่พระอารามที่พระมหากษัตริย์ สมเด็จพระราชินี หรือสมเด็จพระยุพราช ทรงสร้างหรือปฏิสังขรณ์เป็นการส่วนพระองค์

วรวิหาร ได้แก่พระอารามที่พระมหากษัตริย์ สมเด็จพระราชินี หรือสมเด็จพระยุพราช ทรงสร้างหรือปฏิสังขรณ์พระราชทานเป็นเกียรติยศแก่ผู้ต่ำศักดิ์ลงมา หรือแก่วัดเอง รวมทั้งวัดที่ประชาชนสร้างหรือปฏิสังขรณ์ และทรงรับไว้เป็นพระอารามหลวงควรยกเป็นเกียรติยศ จัดว่าเป็นวัดมีเกียรติ

ราชวรมหาวิหาร ได้แก่พระอารามชนิดราชวรวิหารที่เป็นพระอารามใหญ่โต และมีสิ่งก่อสร้างใหญ่โต

วรมหาวิหาร ได้แก่พระอารามชนิดวรวิหารที่เป็นพระอารามใหญ่โตและมีสิ่งก่อสร้างใหญ่โต

สามัญ ได้แก่พระอารามหลวงที่ไม่เข้าหลักเกณฑ์ดังกล่าว เป็นวัดที่ไม่มีสร้อยต่อท้าย

พระ อารามหลวงหรือวัดหลวงที่มีฐานะสูงสุด คือ ชั้นเอกพิเศษ ชนิดราชวรมหาวิหาร มีทั้งหมด ๖ วัด อยู่ในกรุงเทพมหานคร ๔ วัด คือ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม, วัดอรุณราชวราราม, วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ และวัดสุทัศนเทพวราราม ส่วนที่เหลืออีก ๒ วัดนั้นอยู่ต่างจังหวัด คือ วัดพระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐม และวัดพระพุทธบาท จ.สระบุรี

ราชวรมหาวิหารชั้นโท มีเพียง ๒ วัด คือ วัดชนะสงคราม และวัดสระเกศ

ปัจจุบัน มีพระอารามหลวงทั่วประเทศ ๒๖๙ วัด อยู่ในกรุงเทพมหานคร ๙๐ วัด นอกนั้นกระจายอยู่ตามภาคต่างๆ ทั่วประเทศ (เมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๐) นอกจากนั้นยังมีพระอารามหลวงอีกประเภทหนึ่งที่ควรกล่าวถึง คือ วัดประจำรัชกาล เท่าที่ถือปฏิบัติกันมามีดังนี้

วัดประจำรัชกาลที่ ๑ คือ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์)

วัดประจำรัชกาลที่ ๒ คือ วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร (วัดแจ้ง)

วัดประจำรัชกาลที่ ๓ คือ วัดราชโอรสาราม ราชวรวิหาร

วัดประจำรัชกาลที่ ๔ คือ วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร

วัดประจำรัชกาลที่ ๕ คือ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร

วัดประจำรัชกาลที่ ๖ คือ วัดบวรนิเวศวิหาร ราชวรวิหาร

วัดประจำรัชกาลที่ ๗ คือ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร

วัดประจำรัชกาลที่ ๘ คือ วัดสุทัศนเทพวราราม ราชวรมหาวิหาร

วัดประจำรัชกาลที่ ๙ น่าจะเป็นหนึ่งในสามวัดนี้คือ วัดโสธรวราราม วรวิหาร จ.ฉะเชิงเทรา, วัดญาณสังวราราม วรมหาวิหาร จ.ชลบุรี และวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก กรุงเทพฯ

ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติไทย ที่เติบโตเจริญรุ่งเรืองในเมืองไทยมากว่า ๒,๐๐๐ ปี นับ ตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา มาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งเหตุผลสำคัญข้อหนึ่งที่พุทธศาสนาสามารถดำรงอยู่ได้มาเป็นเวลานานเช่นนี้ ย่อมเนื่องมาจากการทำนุบำรุงศาสนาของเจ้าแผ่นดิน หรือกษัตริย์ ซึ่งเป็นผู้นำประเทศ

ตลอด ยุคสมัยต่างๆ ที่ผ่านมา กษัตริย์ในแผ่นดินไทยแต่ละพระองค์ต่างก็ทรงมีความเลื่อมใส และให้การสนับสนุนพระพุทธศาสนามาอย่างต่อเนื่อง มีการสร้างวัดต่างๆ ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางและศูนย์รวมจิตใจชาวพุทธขึ้นมากมาย

สำหรับใน แผ่นดินรัตนโกสินทร์ก็เช่นกัน กษัตริย์แต่ละพระองค์ก็ได้ทรงสร้างหรือบูรณปฏิสังขรณ์วัดต่างๆ ขึ้น ด้วยเหตุนี้ ในภายหลังเราจึงยกย่องให้วัดซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงมีความผูกพันเหล่านี้เป็น วัดประจำรัชกาลของแต่ละพระองค์

เหตุผลของการยึดถือวัดใดวัดหนึ่งเป็นวัดประจำรัชกาลนั้น จุลภัสสร พนมวัน ณ อยุธยา ประธานชมรมสยามทัศน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ ได้ให้เหตุผลไว้ว่า

“วัด ซึ่งเป็นวัดประจำรัชกาลนั้น มักจะเป็นวัดที่พระมหากษัตริย์ท่านทรงสร้างหรือปฏิสังขรณ์ และให้ความสนใจกับวัดนี้เป็นพิเศษ หรือมีความผูกพันกับวัดนี้มากๆ เมื่อพระองค์สวรรคต พระบรมอัฐิก็จะถูกนำไปบรรจุอยู่ที่ฐานของพระประธาน แต่การประกาศว่าวัดไหนเป็นวัดประจำรัชกาลนี้ ไม่ได้มีการประกาศออกเป็นทางการ เพียงแต่เกิดจากการที่คนพูดกันว่าวัดนี้เป็นวัดประจำรัชกาลนี้ๆ และดูจากความผูกพันที่พระองค์ท่านทรงมีให้กับวัดนั้นๆ มากกว่า”

ในส่วนของความเป็นมาของการกลายมาเป็นวัดประจำแต่ละรัชกาลนั้น ก็นับได้ว่ามีความน่าสนใจไม่แพ้ตัววัดเลยทีเดียว ความจริงการสร้างวัดประจำรัชกาล ไม่เคยมีราชประเพณีที่ถือปฏิบัติกันมาแต่โบราณ พระมหากษัตริย์ทรงสร้างวัดก็เพื่อเป็นการบูชาพระพุทธศาสนา และเพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงเหตุการณ์สำคัญๆ ด้วยก็ได้ เช่น เป็นสถานที่พระบรมราชสมภพ เป็นนิวาสสถานเดิมของพระราชบรรพบุรุษ เป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะในสงคราม ฯลฯ

การถือเป็นวัดประจำรัชกาลเป็นพระราชนิยมในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ได้ อัญเชิญส่วนหนึ่งของพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๑ รัชกาลที่ ๒ และรัชกาลที่ ๓ ไปประดิษฐานไว้ที่ฐานพุทธบัลลังก์ พระพุทธปฏิมาประธานในพระอุโบสถวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม วัดอรุณราชวรามราม และวัดราชโอรสาราม ตามลำดับ ดังนั้น จึงเป็นราชประเพณีที่ถือปฏิบัติสืบกันมาว่า เมื่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใดเสด็จสวรรคต ก็จะอัญเชิญพระบรมราชสรีรังคารไปประดิษฐานไว้ที่วัดใดวัดหนึ่ง อันทรงสร้างหรือทรงเกี่ยวข้อง และถือเป็นวัดประจำรัชกาล

อย่างใดก็ตาม ในทางนิตินัย วัดประจำรัชกาลได้สิ้นสุดลงในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ โดย ได้มีพระราชดำริว่า พระอารามหลวงในกรุงเทพมหานครมีเป็นจำนวนมากแล้ว และการสร้างวัดนั้นก็เพื่อประโยชน์ในทางศึกษาของเยาวชนด้วย เพราะการศึกษาของไทยแต่โบราณกาลมาก็เริ่มที่วัด ดังนั้น จึงทรงสถาปนา โรงเรียนมหาดเล็กหลวง หรือ โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย ในปัจจุบัน ขึ้นเพื่อแทนการสร้างวัดประจำรัชกาล และให้ถือว่าเป็นวัดประจำรัชกาลของพระองค์

การ กำหนดว่าวัดใดเป็นวัดประจำรัชกาลที่ ๖ รัชกาลที่ ๗ และรัชกาลที่ ๘ เพื่ออาราธนาเจ้าอาวาสวัดนั้นมาในงานพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุ ประทานเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ จึงเป็นการกำหนดโดยทางพฤตินัยเท่านั้น นอกจากนั้นในทางปฏิบัติยังมีความเข้าใจไม่ตรงกันในเรื่องวัดประจำรัชกาลที่ ๕ กล่าวคือ เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จดำรงสิริราชสมบัติเมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๑๑ ปีต่อมาคือปีพุทธศักราช ๒๔๑๒ ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เริ่มสถาปนา ‘วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม’ ทันที เพื่อเป็นวัดประจำรัชกาลตามพระราชประเพณี

ต่อ มาในปลายรัชกาล ได้ทรงสร้างพระราชวังสวนดุสิตขึ้นเป็นที่ประทับสำราญพระราชอิริยาบถนอกพระ บรมมหาราชวัง จนกระทั่งแปรพระราชฐานมาประทับเกือบเป็นการถาวร จึงทรงบูรณปฏิสังขรณ์ ‘วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม’ อัน เป็นวัดโบราณขึ้นอย่างวิจิตรงดงามยิ่ง เพื่อเป็นการทำผาติกรรมที่ใช้ที่ดินบางส่วนของวัดมาเป็นที่หลวง และทรงถือว่าวัดนี้เป็นวัดประจำพระราชวังสวนดุสิต ดังปรากฏในสร้อยชื่อของวัด และมีลายพระราชหัตถเลขาโปรดเกล้าฯ ไว้ว่า เมื่อ เสด็จสวรรคตแล้วให้อัญเชิญพระบรมราชสรีรังคารมาประดิษฐานไว้ที่วัดแห่งนี้ แต่ก็ไม่มีพระราชกระแสยืนยันว่าโปรดให้เป็นวัดประจำรัชกาล จึงถือกันในทางปฏิบัติว่า ‘วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม’ เป็นวัดประจำรัชกาลที่ ๕

ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปก เกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ได้ทรงปฏิบัติตามพระราชนิยมพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการที่จะไม่สร้างวัดประจำรัชกาลขึ้นอีก ประกอบกับได้ทรงปฏิสังขรณ์วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามเป็นงานใหญ่ เมื่อมีการอัญเชิญพระบรมราชสรีรังคารจากประเทศอังกฤษกลับมายังเมืองไทยแล้ว จึงได้แบ่งพระบรมราชสรีรังคารส่วนหนึ่งอัญเชิญมาประดิษฐานที่แท่นชุกชีฐาน พุทธบัลลังก์พระพุทธอังคีรส พระประธานในพระอุโบสถ ดังนั้น จึงถือกันในทางปฏิบัติว่าวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามเป็นวัดประจำรัชกาลที่ ๗ โดยมิได้ไปลบล้างข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่กล่าวถึงแต่ประการใด

พระ อารามหลวงจึงเป็นการยืนยันถึงพระราชศรัทธาในพระมหากษัตริย์ที่ทรงมีต่อพระ พุทธศาสนา อันเป็นแบบฉบับให้บรรดาพุทธศาสนิกชนชาวไทย ได้ทะนุบำรุงพระพุทธศาสนาในการสร้างและอุปถัมภ์ศาสนสถานให้เจริญรุ่งเรือง เป็นศูนย์กลางของประชาคมแทบทุกด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการอบรมบ่มนิสัยชาวไทย ให้เป็นคนดีมีศีลธรรม เป็นกำลังสำคัญของบ้านเมืองสืบไป

วัดกัลยาณมิตร จะอยู่ในรายชื่อวัดที่ทาง ททท.โปรโมตอยู่แล้ว ไปรอบที่แล้วยังทำในโบสถ์ไม่เสร็จ ตอนนี้เสร็จแล้ว สวยดีครับ มีพระประธานองค์ใหญ่ หลวงพ่อโตหรือซำปอกง
วัดกัลยาณมิตร

วัดปากน้ำภาษีเจริญ ไปที่นี่ก็สักการะ ร่างหลวงพ่อสด พระดังที่ท่านสร้างก็พระวัดปากน้ำ รุ่น 1 และ 2

วัดประดู่ฉิมพลี หลวงปู่โต๊ะ ต้นตำรับปลุกเสกพระปิดตา ท่านเป็นพระที่ในหลวงให้ความเคารพ นิมนต์ท่านไปในวังบ่อยๆ เวลามีงานของสงฆ์

วัดหงส์รัตนาราม

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม วัดโพธิ์นั่นเอง วิหารพระพุทธไสยาสน์ ตอนนี้บูรณะภาพจิตรกรรมฝาผนังเรียบร้อยแล้ว

วัดเทวราชกุญชร จิตรกรรมฝาผนังสวยดีนะ

วัดศรีสุดาราม รูปหล่อสมเด็จพุฒาจารย์โต หรหมรังสี ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก พระพิฆเนตรก็มีให้ไหว้กัน เจ้าแม่กวนอิม พระสังฆจายก็มีให้ไหว้ด้วย อ้อราหูยังมีเลย สุนทรภู่ก็เรียนที่นี่เมื่อสมัยยังเด็ก เดิมชื่อวัดชีปะขาว

วัดระฆังโฆษิตาราม คนเยอะมาก มาวัดนี้ทีไรเซ็งกับคนเยอะทุกทีไป

วัดอรุณราชวราราม วัดนี้มากี่ครั้งผมก็ไม่มีเบื่อ เพราะอากาศดีมาก สถานที่กว้าง กันเป็นสัดเป็นส่วนดีมาก เดินเรื่อยๆ ใจเย็นๆ ไปรอบหน้าผมจะขึ้นพระปรางค์ให้ถึงชั้นบนเลย

รูปคงเห็นกันบ่อยละ ยังไงไปดูรูปที่ผมถ่ายได้ใน slide show ที่นี่ครับ

About these ads
 

2 Responses to “ไหว้พระ 9 วัด ปีใหม่ 2552”

  1. pat Says:

    ขอเชิญร่วม ทำบุญ ไหว้พระ 9 วัด พระอารามหลวง รอบเกาะรัตนโกสินทร์ เพื่อความเป็นสิริมงคล ขอโชคลาภ ให้ปลอดภัย แคล้วคลาดจากสิ่งไม่ดี เรามีโปรแกรมทำบุญให้ท่านทำบุญได้อย่างสะดวก รวดเร็ว 9 วัด กรุงเทพฯ มีวัดพระแก้ว วัดพระเชตุพณฯ วัดสุทัศฯ วัดสระเกศ วัดบวรนิเวศ วัดชนะสงคราม วัดระฆัง วัดอรุณฯ วัดกัลยาณมิตร แถมพิเศษให้ อีก 3 สถานที่ ได้แก่ ศาลหลักเมือง ศาลเจ้าพ่อเสื้อ และ เทวสถานโบสถ์พราหม์ ครับ ถ้ามาช่วงเช้า จะพาทำบุญตักบาตรพระ และ แวะตลาดสด ซื้อปลา จากตลาดสด ซึ่งปลาเหล่านี้ รอการช่วยชีวิต จากผู้ใจบุญอยู่ ก่อนที่มันจะโดนทุบหัว กลายเป็น อาหารไปเสียก่อน ถ้าสนใจ เรายังมีการทำบุญแบบอื่น ๆ เช่น มีพาไปบริจาคโลงศพที่ร่วมกตัญญู และ บริจาคโลหิต ที่สภากาชาดไทย หรือจะไหว้ขอพรเรื่องความรักจาก “พระตรีมูรติ” และ พระพรหมเอราวัณ เพื่อขอพรด้าน ความรัก และการงาน หรือสนใจไปไหว้หลวงพ่อทองคำ หนัก 5 ตัน ที่วัดไตรมิตร หรือท่านที่ต้องการพระธาตุไว้บูชา เราก็จะจัดไปขอพระธาตุมาให้ท่านบูชา วันเดียวคุ้มจริง ๆ ๆ 1500 บาท/รถ 1 คัน เดินทางได้ 3-4 ท่าน รวมค่าน้ำมันแล้วครับ เดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัว honda city สนใจติดต่อ 086-0508725 หรือ http://aemmy-patty.hi5.com หรือ http://photo108easy.multiply.com เดินทางทุกวันหยุดนักขัตฤกษ์ และ วันอาทิตย์ 8.00-17.00 น. หรือถ้าทำบุญวัดเกิด หรือ เบญจเพศ หรือ อื่น ๆ ก็จะจัดให้ตามความเหมาะผม ของแต่ละความต้องการครับ

  2. Hey there, You have done a fantastic job. I’ll certainly digg it and personally suggest to my
    friends. I am sure they will be benefited from this web site.


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.